มนต์เสน่ห์ของการมาเที่ยวโตเกียว คือ เป็นเมืองที่มีที่เที่ยวเยอะมาก และหลากหลาย อาหารการกินก็บริบูรณ์ ทั้งยังเหมาะกับพวก Shopaholic หรือพวกขาช็อปต่างๆ แม้การมาประเทศญี่ปุ่น จะค่อนข้างยากในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ แต่ในช่วง 1-2 ปีหลัง การมาญี่ปุ่นนั้น มาได้ง่ายขึ้นมาก เพราะว่าปัจจุบันก็มีสายการบินทั้ง Full Service และ Low Cost บินมาที่นี่มากมาย อีกทั้งราคายังถูกลงอีกมากด้วย

ในอดีตการมาญี่ปุ่น คนไทยเราก็ต้องขอวีซ่าท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันไม่ต้องแล้ว คนไทยสามารถท่องเที่ยวอยู่ได้ 15 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า แล้วในช่วง 1-2 ปีหลัง ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงเป็นอย่างมากทำให้ ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวญี่ปุ่นถูกลงมา 30% เลยต้องรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในโตเกียว ที่ไม่ได้ไม่ได้แล้วมาให้พิจารณากัน

1. ชิมอาหารทะเลสดๆที่ ตลาดปลาซึกิจิ (Tsukiji Fish Market)

ตลาดปลาซึกิจิ

จริงๆแล้วไม่ได้อยากจะนำเสนอตลาดปลาซึกิจิเป็นที่เที่ยวที่แรก แต่เนื่องด้วยตลาดปลาซึกิจิมีกำหนดปิดอย่างถาวรในวันที่ 2 พ.ย. 2016 เพราะจะโดนเวรคืนไปทำสนามกีฬาโอลิมปิคที่ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพในปี 2020 จึงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่จริงๆแล้วถึงแม้จะปิดทำการแต่ก็ย้ายไปเปิดที่ใหม่ ในวันที่ 7 พ.ย. ในย่านโตโยสุ (Toyosu) ซึ่งห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะเป็นอันปิดตำนานตลาดปลาที่มีอายุยาวนานกว่า 80 ปี

ตลาดปลาซึกิจิ เป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ละวันนั้น จะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนปลา และสัตว์น้ำมากกว่า 2,000 ตัน เริ่มตั้งแต่ตี 5 ถึงบ่าย 2 โมง หยุดวันพุธ วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการ หากอยากจะมาชมการประมูลปลาทูน่า ต้องมาจองคิวตั้งแต่ก่อนตี 4 เพราะทางตลาดจะอนุญาตให้เข้าชมได้วันละ 120 คนเท่านั้น นอกจากจะขายปลาและอาหารทะเลเป็นหลักแล้ว ก็ยังขายผัก ผลไม้อีกด้วย

สำหรับคนที่ชื่นชอบการกินปลาดิบ ซูชิ หรือซาซิมิ เป็นชีวิตจิตใจแล้ว ก็ขอแนะนำร้านซูชิที่มีคนต่อคิวยาวที่สุด นั่นคือ ร้าน Sushi Dai ถ้าโรงแรมที่พักอยู่แถวนั้นก็แนะนำให้มาต่อคิวตั้งแต่ตี 4 เศษ เพราะพอเปิดร้านตอนตี 5 ก็ได้กินเลย แต่ถ้ามาตี 5 กว่าอาจจะต้องรอไปอีก 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ถ้ามา 7 โมงเช้าอาจจะได้กินตอน 10 โมง เพราะในร้านนั่งได้แค่ 12 คน

สำหรับเมนูนั้น จะเป็นแบบเซตมาตรฐาน 7 คำ และเซต Omakase มีซูชิ 10 คำที่เชฟเลือกให้ และเราเลือกเองอีก 1 อย่าง แล้วอยากจะกินอย่างอื่นเพิ่มถึงจะฟรีสไตล์ จุดเด่นที่สุดของร้านเลย ก็คงจะเป็นการที่ร้านนี้ English Friendly เพราะเชฟทุกคนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้

ส่วนถ้ามากินร้าน Sushi Dai ไม่ทัน ก็แนะนำให้ไป Sushi Daiwa ซึ่งเป็นของครอบครัวเดียวกันกับ Sushi Dai แยกมาเปิด ส่วนร้านอื่นในย่านนั้นก็พอทดแทนกันได้ แต่จะมีเมนูที่แตกต่างกันไป

2. เที่ยวสวนสนุกโตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Tokyo Disney Land)

โตเกียวดิสนีย์แลนด์

ย้อนวัยเด็กอีกครั้งกับการไปเที่ยวสวนสนุกโตเกียวดิสนีย์แลนด์ สำหรับสิ่งที่พิเศษที่สุดของดิสนีย์แลนด์ที่นี่ คือ ปราสาทเจ้าหญิงนิทรา ที่จะเหมือนกับปราสาท Neuschwanstein ซึ่งเป็นต้นแบบเหมือนกับ Disney World ที่ Florida สำหรับคนที่ยังไม่เคยไปดิสนีย์แลนด์มาก่อนในชีวิต ก็ไม่ควรจะพลาดการมาเยือนที่นี่ ถ้าอยากมาเที่ยวก็คงจะต้องมาเช้าหน่อย โดยที่นี่จะมี 2 Park คือ Disney Land และ Disney Sea เปิดให้บริการตั้งแต่ 8 โมงเช้า

สำหรับช่วงที่เหมาะกับการมาเที่ยวสวนสนุกก็คงจะต้องเป็นหน้าร้อนซึ่งถือเป็น Low Season ในการมาเที่ยวญี่ปุ่น แต่ถ้าอยากจะมาสนุกกับการเล่นเครื่องเล่นสวนสนุกแล้ว หน้าร้อนจะเหมาะกว่าหน้าหนาวมาก เพราะถ้าให้ยืนรอเข้าคิวเพื่อเล่นเครื่องเล่นเป็นเวลานานๆ กับอุณหภูมิ 0 องศา หรือติดลบ ก็คงจะดูไม่จืดทีเดียว

3. ช็อปแบรนด์เนมที่โกเท็มบะพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต (Gotemba Premium Outlet)

โกเท็มบะพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต

สำหรับคนที่อยากจะมาละลายทรัพย์แล้ว คงจะพลาดไม่ได้กับการช็อปปิ้งที่ห้าง Outlet โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Outlet ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น และมีแบรนด์เนมครบครันอย่าง Gotemba Premium Outlet ซึ่งรวบรวมร้านค้าแบรนด์เนมกว่า 200 ร้านค้า ไม่ว่าจะเป็น Coach, Gucci, Burberry และ Prada ก็ตบเท้ากันมาครบ ลดราคากว่า 70%

ข้อเสียอย่างเดียวของ Outlet ที่นี่คือ คนไทยเยอะมากๆ เพราะช่วงหลังตั้งแต่การไปเที่ยวญี่ปุ่นไม่ต้องขอวีซ่า บวกกับกรุ๊ปทัวร์ที่ลงมาแย่งกันซื้อของ ลงพรึบเดียว Prada หมดร้าน หรืออาจจะเจอคนรู้จักที่นั่นก็ได้ แต่โดยรวมแล้ว Gotemba Premium Outlet ห้ามพลาดเด็ดขาด เดินทางก็ไม่ยาก เพียงแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งจากสถานีชินจุกุเท่านั้น คุ้มทุกเยนที่จ่ายค่ารถไปแน่นอน

4. นั่งรถไป Kawaguchiko เพื่อดู Mount Fuji

Fuji

มาถึงโตเกียวแล้ว จะไม่ไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิก็จะยังไงๆอยู่ สำหรับจุดที่จะไปชมภูเขาไฟฟูจิที่ใกล้ที่สุดจากกลางเมืองโตเกียว คือ Kawaguchiko ซึ่งสามารถนั่งรถบัส 90 นาที จากสถานีชินจุกุไปได้อย่างสบายๆ ไม่ได้ไปยาก แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าไปแล้วจะได้เจอกับ Fujisan ทุกคน ของอย่างนี้คงต้องแล้วแต่ดวงด้วย

บางคนไปในวันที่เจอหมอกลงจัด ก็อาจจะไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิเลยก็ได้ แต่ถ้าโชคดีได้ไปเจอฟ้าโปร่ง ไม่มีหมอกลงก็ถือว่าโชคดีมากมาไม่เสียเที่ยว หลังจากเที่ยว Kawaguchiko สามารถนั่งรถต่อไป Gotemba Outlet ได้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แล้วหลังจาก Shopping เสร็จค่อยกลับมาโตเกียวแบบชิวๆ

5. แช่น้ำพุออนเซ็นที่ Oedo Onsen Monogatari

Oedo Onsen Monogatari

มาถึงญี่ปุ่นแล้วจะไม่แช่บ่นน้ำพุร้อนออนเซ็น มันก็จะยังไงๆอยู่ เหมือนจะมาไม่ครบ แต่ด้วยความที่โตเกียวเป็นเมืองหลวง จะให้หาบ่อน้ำพุร้อนที่เป็นกลางแจ้ง ก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีเลย ที่เราแนะนำให้ไปจะอยู่ที่เขตโอไดบะ ซึ่งนั่งรถไปไม่ไกล ไม่ถึง 1 ชั่วโมงจากใจกลางโตเกียว เป็นบ่อน้ำพุร้อนออนเซ็น ที่มีชื่อว่า Oedo Onsen Monogatari

สำหรับที่นี่ต้องบอกว่ามีครบทุกรูปแบบจริงๆ สำหรับรูปที่นำมาให้ดูจะเป็นออนเซ็นแบบแช่เท้า ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่เขินอายไม่กล้าใช้บริการแบบเปลือยกายไปแช่ทั้งตัว และยังมีบริการนวดตัว และซาวน่าแบบญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีโซนเมืองจำลอง จัดแสดงแบบโบราณ สมัยเอโดะ มีทั้งร้านอาหาร นั่งทาน ร้านขายของที่ระลึก ร้านเล่นเกมส์ เหมือนกับงานวัดญี่ปุ่น รับรองได้ว่ามีที่ให้โพสต์ท่าถ่ายรูปได้อย่างเต็มที่ชัวร์

6. แวะไปไหว้พระที่วัดอาซากุสะ (Asakusa Kannon Temple)

วัดอาซากุสะ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คู่บ้านคู่เมืองมาเป็นเวลาช้านาน และเป็นหนึ่งในแลนมาร์คสำคัญของโตเกียว คือ วัดอาซากุสะ ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองโตเกียว นอกจากจะไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว โดยรอบวัดยังเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆที่สร้างเป็นบรรยากาศแบบญี่ปุ่นโบราณ ที่มีของกิน ของที่ระลึก และสินค้าพื้นเมืองต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็น พวงกุญแจ โคมไฟแดง ชุดยูกะตะ พัดจิ๋ว ตะเกียบ ตุ๊กตาจิ๋ว แต่สิ่งที่พลาดไม่ได้เลย ก็คือ เครื่องรางนำโชคจากวัดอาซากุสะ ซึ่งถ้าไม่นับพวกขนมต่างๆที่ซื้อฝากกันแล้ว ก็เรียกได้ว่าเครื่องรางจากวัดอาซากุสะเป็นของฝากที่นิยมซื้อกันมากที่สุดอย่างนึงเลยทีเดียว

7. ชมวิวที่หอคอยโตเกียว (Tokyo Tower)

หอคอยโตเกียว

ใครมาโตเกียว แล้วยังไม่เคยชมวิวทิวทัศน์ของเมืองโตเกียว ก็คงจะต้องลองมาดูซักครั้ง ที่แนะนำให้ไปดูก็คงจะไม่พ้นฝาแฝดของ หอไอเฟล นั่นคือ หอคอยโตเกียว หรือโตเกียวทาวเวอร์ ซึ่งเป็นจุดชมวิวยอดนิยม และเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเมืองโตเกียว โดยจุดชมวิวจะมีด้วยกัน 2 จุด คือ ที่ 150 เมตร และ 250 เมตร

ถ้าหากอยากชมวิว แต่ไม่อยากเสียตัง แนะนำให้ทำบัตรเครดิตประเภท JCB Platinum จากเมืองไทยมา เพราะตอนนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2016 มีโปรโมชั่น ชมวิวที่จุด 150 เมตรฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เฉพาะผู้ถือบัตร แต่ถ้าอยากจะชมวิวที่จุด 250 เมตร ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม นอกจากจุดชมวิวแล้ว ถ้ามีเวลาเหลือจะแวะไปเที่ยวชมชั้น 1 ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ชั้น 3 ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง และชั้น 4 ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ก็ไม่ว่ากัน

8. ไปดูซากุระบานที่สวนสาธารณะอุเอโนะ (Ueno Park)

สาธารณะอุเอโนะ

สำหรับคนที่ไปเยือนโตเกียวในช่วง ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ห้ามพลาดกับการดูดอกซากุระบาน และถ้าจะให้ง่ายก็ไปสวนสาธารณะอุเอโนะ เพราะเป็นจุดที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองยังต้องมาชมซากุระที่นี่ ซึ่งในช่วงดังกล่าวจะมีการจัดงานเทศกาลชมดอกซากุระที่นี่ด้วย

นอกจากนี้ภายในบริเวณสวนสาธารณะอุเอโนะ ยังมีพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกรุงโตเกียว (Tokyo National Museum) พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตก (National Museum for Western Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะมหานครโตเกียว (Tokyo Metropolitan Art Museum) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Museum) และสวนสัตว์อุเอโนะ (Ueno Zoo) อีกด้วย ถ้าอยากจะมาดูสมบัติชนชาติญี่ปุ่นก็คงจะต้องมาที่นี่ให้ได้

9. ช็อปปิ้งกันให้ครบๆที่ ชินจูกุ ชิบูย่า กินซ่า และ ฮาราจูกุ

ช็อปปิ้งโตเกียว

หากจะมาดูแสงสี ยามค่ำคืนในกรุงโตเกียว ก็ต้องมาเดินช็อปปิ้งทั้ง 4 ย่านนี้ คือ ชินจูกุ ชิบูย่า กินซ่า และ ฮาราจูกุ นอกจากช็อปปิ้งแล้ว ร้านอาหารดีๆ อร่อยๆ ก็หาได้ทั้ง 4 ย่านนี้ ตั้งแต่ร้านข้างทาง ไปจนถึงระดับที่ได้ Michelin Star ระดับ 3 ดาว

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ชมวิวที่โตเกียวทาวเวอร์ ก็สามารถมาที่ชินจูกุ และขึ้นไปบนตึก Metropolitan Government Office ที่ดาดฟ้า จะเปิดให้เข้าชมได้ฟรี ฉะนั้นก็เป็นอีกจุดที่ห้ามพลาดเช่นเดียวกัน

loading...