หากมีการเรียงลำดับ สถานท่องเที่ยวที่สุดแสนจะ Romantic ก็คงจะไม่ได้มีแค่เมือง Paris, Vienna และ Venice เท่านั้น เชื่อว่ายังไงเกาะสวาท หาดสวรรค์อย่างมัลดีฟส์ ต้องติดอันดับ 1 ใน 5 สถานที่ท่องเที่ยวที่ คู่รักอยากไปมากที่สุดอย่างแน่นอน แต่แค่จะไปดูทะเลสวย น้ำใส ใจกลางมหาสมุทรอินเดีย คงจะยังไม่พอ

เพราะจริงๆแล้ว ก่อนจะจองทริปไปเที่ยว มัลดีฟส์ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ที่ต้องคำนึงถึงก่อนที่จะตัดสินใจ เลือกรีสอร์ท เลือกแบบห้องพัก ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายต่างกันกว่า 50% เลยทีเดียว เราเลยรวบรวม เทคนิค และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย 7 ข้อ ที่จะต้องคำนึงถึง ใช้สำหรับวางแผนทริปไปเที่ยวมัลดีฟ ก่อนจองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ถ้าไม่รู้เรื่องพวกนี้แล้วจะเสียใจนะ

1. อยากไป มัลดีฟส์ ควรจะไปช่วงไหนของปี

มัลดีฟส์

คำถามที่ว่าจะไปเที่ยวมัลดีฟส์ช่วงไหนดี คงต้องขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการไปเที่ยว และเงินในกระเป๋าด้วย ถ้าไม่ได้ซีเรียสเรื่องราคา และอยากจะไปดำน้ำดูปะการัง ดูความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล มหาสมุทรอินเดีย ก็แนะนำให้ไปช่วง High Season ในช่วงหน้าร้อนของมัลดีฟส์ ประมาณเดือนธันวาคม ถึงเมษายน จะดีกว่า

เพราะว่าท้องฟ้า และทะเลจะสวยกว่า โอกาสเจอฝนตกค่อนข้างน้อย ถ่ายรูปออกมา ยังไงก็สวย แต่ราคาที่พัก และค่าตั๋วเครื่องบินก็จะแพงตาม ยิ่งในช่วง Christmas หรือปีใหม่นี่ ห้องพักจะเต็มเร็วมาก และแพงที่สุดในรอบปี

แต่ถ้าชื่นชอบการดำน้ำเป็นชีวิตจิตใจ ก็อาจจะต้องตีกรอบเวลาให้แคบลงไป เหลือแค่เดือนมีนาคม ถึงเมษายน เพราะว่าเป็นช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนไปสู่ฤดูมรสุม ทำให้น้ำทะเลใสเป็นพิเศษ จึงเป็นช่วงที่เหมาะกับการดำน้ำมากที่สุด ห้ามพลาดเลยสำหรับคนที่ตั้งใจไปดำน้ำจริงๆ

ส่วนคนที่อยากจะประหยัดงบ ก็สามารถเลือกไปช่วง Low Season ได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงพฤศจิกายน เพราะเป็นช่วงที่ เริ่มเข้าสู่หน้าฝน หรือฤดูมรสุม ค่าที่พัก และค่าตั๋วเครื่องบิน ก็จะถูกลงมาก ถ้าจองไปเที่ยวแล้วโชคไม่ดี อาจจะเจอฝนตกทุกวัน น้ำทะเลขุ่น ท้องฟ้าไม่เปิด ก็อาจจะเซ็งกันไป หากไม่ได้เน้นเรื่องดำน้ำ แค่ต้องการไปพักผ่อน นั่งรับลมทะเล แล้วต้องการไปแบบประหยัดก็คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

2. ต้องแลกเงินอะไรก่อนไปมัลดีฟ

ใช้ USD ที่มัลดีฟส์

หลายคนคงสงสัยว่า ไปมัลดีฟส์ เค้าใช้เงินสกุลอะไร ในการใช้จ่ายในประเทศ จริงๆแล้ว เค้ามีสกุลเงินของตัวเองเรียกว่า Maldivian Rufiyaa หรือ MVR แต่เอาเข้าจริง เราสามารถใช้เงิน US Dollar หรือ USD ได้ในการชำระเงินทุกที่ในประเทศมัลดีฟส์ ซึ่งสะดวกกว่าการใช้ MVR มาก

และการใช้จ่ายบนรีสอร์ท ส่วนใหญ่ก็กำหนดราคาเป็น USD ซะมากกว่า ฉะนั้นจึงแนะนำให้แลก USD ไปอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องแลก MVR ไปเลย ส่วนเรื่องการขอ Visa ก็ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะว่าสำหรับคนไทยแล้ว การไปมัลดีฟส์ ไม่จำเป็นต้องขอ Visa ให้ยุ่งยาก สามารถไปได้เลย

ขอแค่ Passport มีอายุมากกว่า 6 เดือน ถ้า Passport ใกล้จะหมดอายุ ก็รีบไปทำใหม่ก่อนที่จะไป แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะสื่อสารกับคนมัลดีฟส์ไม่รู้เรื่อง เพราะคนบนเกาะเกือบทั้งหมดสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ขอแค่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยก็สื่อสารกับคนมัลดีฟส์ได้สบายๆ

3. ไม่ชอบดำน้ำ ไปมัลดีฟจะเบื่อมั้ย

ดำน้ำมัลดีฟส์

กิจกรรมหลักที่ขาดไม่ได้เลยของมัลดีฟส์ คงจะไม่พ้นการดำน้ำมีทั้งดำน้ำตื้น หรือ Snorkelling และดำน้ำลึก หรือ Scuba เพื่อไปดูปะการัง ดูความอุดมสมบูรณ์ของมหาสมุทรอินเดีย และไปดูสัตว์ทะเลหายากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฉลามวาฬ เต่าทะเล และปลากระเบนยักษ์ แต่ถ้าไม่ชอบดำน้ำละ มีอะไรอย่างอื่นให้ทำอีกมั้ยบนรีสอร์ท

ก็ต้องบอกว่าที่รีสอร์ทยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้ทำ ถ้าเป็นคู่รักอยากจะดินเนอร์ใต้แสงเทียน ท่ามกลางเสียงคลื่น เสียงลมทะเลก็ย่อมได้ หรือกิจกรรมทางน้ำอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพายเรือแคนู เรือคายัก ฝึกเล่น Windsurfing ส่วนกิจกรรมอื่นๆที่ไม่ต้องลงน้ำก็มี เช่น ออกเรือไปตกปลา นั่งเรือไปดูพระอาทิตย์ตกและชมฝูงปลาโลมา ไปปิคนิคบนเกาะส่วนตัว

4. ห้องพักแต่ละแบบในรีสอร์ท มีแบบไหนบ้าง

รีสอร์ทมัลดีฟส์

ห้องพักบนรีสอร์ทต่างๆในมัลดีฟส์ ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 4 แบบ คือ Garden Villa, Beach Villa, Jacuzzi Beach Villa และ Jacuzzi Water Villa ราคาก็เรียงจากถูกไปแพง โดยห้องพักแต่ละแบบ ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป แต่ห้องพักที่ ไม่ควรเลือกไปพัก คือ ห้องพักแบบ Garden Villa เพราะว่าอุตส่าห์ไปทะเลมัลดีฟส์ แต่ต้องไปพักห้องที่ไม่ติดทะเล ก็เหมือนจะมาไม่ถึงมัลดีฟส์ยังไงไม่รู้ สำหรับรายละเอียดห้องพักแต่ละแบบมีดังนี้

Garden Villa – เป็นห้องพักแบบที่ถูกที่สุด และน่าจะมีจำนวนห้องน้อยที่สุดในแต่ละรีสอร์ท อีกทั้งเป็นห้องพักแบบที่ไม่ควรจะไปพักเลย เพราะเป็นห้องวิวสวน แต่แหมไปเที่ยวมัลดีฟส์ทั้งที กลับต้องไปพักในห้องที่ไม่เห็นวิวทะเล ไม่ติดทะเล ไม่มีเก้าอี้นั่งรับลมหน้าห้องพัก ไหนๆก็เสียตังไปถึงเกาะสวรรค์อย่างมัลดีฟส์แล้ว เพิ่มเงินแล้วไปพักห้องพักที่ได้วิวดีกว่านี้เถอะ

Beach Villa – เป็นห้องพักที่ราคาสูงกว่า Garden Villa ประมาณ 20% แต่สิ่งที่ได้รับกลับมานั้น ถือว่าคุ้มค่าที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่จ่ายไป และเทียบกับห้องพักแบบอื่นๆ เพราะห้องที่ราคาสูงกว่านี้ก็ได้ Option เสริมแค่นิดหน่อยเท่านั้น อาจจะเหมาะกับคู่รักที่ต้องการความสวีทเป็นพิเศษ สำหรับตัวห้องพักส่วนใหญ่ก็จะหน้าตาเหมือนกับ Garden Villa แต่จะเป็นห้องพักที่ติดทะเล เห็นวิวทะเล เรียกว่าออกมาจากหน้าห้อง ก็ลงทะเลได้เลย มีเก้าอี้นั่งรับลมหน้าห้องพัก

Jacuzzi Beach Villa – เป็นห้องพักที่ทุกอย่างเหมือนกับ Beach Villa นั่นคือ ติดทะเล เปิดประตูออกไปก็เจอทะเลเลย แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ ในห้องจะมีอ่าง Jacuzzi ส่วนตัว แบบกลางแจ้งในตัวห้อง ให้ลงไปแช่ได้ อย่างที่ได้บอกไปก็คือ ถ้าอยากได้ความสวีทเป็นพิเศษ นั่งจิบไวน์ แช่อ่าง Jacuzzi กันสองต่อสองท่ามกลางแสงจันทร์ ก็คงจะไม่ว่ากัน

Jacuzzi Water Villa – เป็นห้องพักที่มีราคาสูงที่สุดในแต่ละที่ ซึ่งก็จะได้ห้องพักที่กว้างขวางโอ่อ่า และเป็นห้องพักที่ถูกสร้างยื่นลงไปในทะเล เรียกได้ว่ามีบันไดหลังห้องพัก ให้เอาเท้าลงไปแช่น้ำทะเล หรือลงดำน้ำจากบันไดหลังห้องได้เลยทันที อีกทั้งยังมีอ่าง Jacuzzi ส่วนตัว แบบกลางแจ้งในตัวห้องด้วย เหมาะกับคู่รักที่จะไปพักอยู่ด้วยกัน หรือไป Honeymoon ก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ห้องพักแบบนี้จะมีข้อกำหนดว่าผู้พักต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป เพราะกลัวว่าถ้าเด็กมาพัก อาจจะลงทะเลจากหลังห้องแล้วจมน้ำได้ ฉะนั้นจึงเป็นห้องที่ไม่เหมาะกับการมาเป็นครอบครัว หรือพาลูกมาด้วย

5. All Inclusive/ Full Board/ Half Board คืออะไร?

All-Inclusive Package Maldives

เวลาจองห้องพักที่มัลดีฟส์ จะเห็นศัพท์ 4 คำ ที่เห็นแล้วไม่เข้าใจว่าแปลว่าอะไร นั่นคือ Bed & Breakfast, Half Board, Full Board, All-Inclusive ซึ่งบ่งบอกถึงระดับราคาห้องที่รวมบริการของมื้ออาหารสำหรับผู้มาพักในรีสอร์ท ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาระดับไหน ถูกที่สุดก็จะเป็น Bed & Breakfast ต่อมาก็คือ Half Board แพงขึ้นมาก็จะเป็น Full Board และราคาสูงที่สุดจะเป็น All-Inclusive เราจะมาดูกันว่ามันแตกต่างกันยังไง

Bed & Breakfast (BB) – ราคาห้องจะรวมเฉพาะ “อาหารเช้า” เท่านั้น ถ้าจะไปมัลดีฟส์เพื่อดำน้ำเป็นหลัก หรือตั้งใจที่จะซื้อทัวร์หรือ Excursion กิจกรรมต่างๆที่ไปเที่ยวนอกรีสอร์ท อีกกลุ่มหนึ่งที่เหมาะกับการซื้อ BB คือ ชอบสั่งอาหารจากเมนูแบบ A La Carte ไม่ชอบกินอาหารแบบ Buffet เพราะรีสอร์ทส่วนใหญ่ จะมีร้านอาหารหลายร้าน เพื่อรองรับ Taste ที่แตกต่างกันออกไปของนักท่องเที่ยวชาติต่างๆ รีสอร์ทบางแห่งมี 6-7 ร้านอาหาร เช่น ร้านอาหารไทย ร้านอาหารจีน ร้านสเต็ก ร้านอิตาเลี่ยน ถ้ามีงบประมาณไม่จำกัด ก็เลือกแบบ BB เพื่อให้เลือกกินในสิ่งที่ชอบทุกวันก็ได้

Half Board (HB) – ราคาห้องจะรวม 2 มื้อ “อาหารเช้า” และ “อาหารกลางวัน” หรือ “อาหารเย็น” แล้วแต่รีสอร์ทไม่ตายตัว เหมาะสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ในมื้ออาหารที่ไม่ได้กิน Buffet ที่ Main Restaurant ฉะนั้นก็ไม่จำเจ สามารถเลือกไปกินร้านอาหารที่อยากกิน อยากจะไปดินเนอร์ใต้แสงเทียน แบบพิเศษบ้าง ก็ให้เลือกแบบ HB 

Full Board (FB) – ราคาห้องรวมอาหาร 3 มื้อ แต่ไม่รวมอาหารว่างระหว่างวัน และเครื่องดื่ม ถ้าจะควบคุมค่าใช้จ่าย การเลือกแบบ FB จะเหมาะสมที่สุด เพราะว่าถ้าไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือกินอาหารว่างที่บาร์ ก็จ่าย FB ครั้งเดียว แล้วจบเลย ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแล้ว ทุกมื้อก็กิน Buffet ที่ Main Restaurant ส่วนข้อเสียก็คือ เมนูอาหารอาจจะไม่มีความหลากหลาย เลือกกินอาหารที่อยากจะกินไม่ได้ ต้องกินตามที่จัดมาเท่านั้น

All-Inclusive (AI) – ราคาห้องรวมอาหาร 3 มื้อ อาหารว่างและเครื่องดื่มที่บาร์ ของว่างและเครื่องดื่มที่อยู่ภายในห้องพักด้วย AI เป็น Package ที่ครบถ้วนจริงๆ เหมาะที่สุดสำหรับผู้ชอบดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมากในราคาประหยัด เพราะไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มแล้ว สามารถสั่ง Drink ได้ไม่อั้น บวกกับของกับแกล้มต่างๆ เช่น นักเก็ต เฟรนช์ฟราย และถั่วต่างๆ มาได้ตลอดเวลาจากที่บาร์ อีกทั้งบางรีสอร์ทยังแถมโปรแกรมล่องเรือ Sunset Cruise เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกให้ฟรี รวมอยู่ใน Package ด้วย

6. Seaplane กับ Speedboat เลือกแบบไหน

Seaplane

การเดินทางจากสนามบินนานาชาติเมือง Male ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศมัลดีฟส์ เพื่อไปยังรีสอร์ทซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกาะกลางทะเลที่ได้จองห้องพักไปนั้น ขึ้นอยู่กับความใกล้ไกลของรีสอร์ท กับเมือง Male ซึ่งจะสามารถเดินทางได้ 2 วิธี คือ ด้วย Speed Boat หรือ Seaplane

โดยรีสอร์ทที่อยู่ใกล้เมือง Male จะเดินทางโดยใช้ Speed Boat ซึ่งค่าใช้จ่ายจะถูกกว่า Seaplane เยอะ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ความสวย และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ก็จะไม่ดีเท่ากับรีสอร์ท ที่จะต้องนั่ง Seaplane ไป เพราะว่าจะห่างออกจากเมืองไปไกล มากกว่า 100 กิโลเมตร

ทำให้สภาพของปะการัง ดีกว่ามาก แต่ที่แลกมา คือ  Seaplane จะราคาแพงกว่า Speed Boat 1 เท่าตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายค่าทริป แพงขึ้นไปอีก ถ้าไปเที่ยวแค่ 3 วัน 2 คืน การเลือกรีสอร์ทที่เดินทางด้วย Speed Boat จะคุ้มค่ากว่า แต่ถ้ามีเวลามาก งบประมาณเยอะ ก็แนะนำให้ไปรีสอร์ทที่นั่ง Seaplane ไปจะดีกว่า

เพราะจะได้วิว และประสบการณ์การดำน้ำที่ดีกว่ามาก และไหนๆก็ไหนๆแล้ว ครึ่งหนึ่งในชีวิต จะไม่ลองนั่ง Seaplane ดูเลยหรอ ส่วนค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้ง Speed Boat และ Seaplane จะถูกเรียกเก็บทีเดียวตอนที่เรา Check-Out ออกจากรีสอร์ท

7. ก่อนกลับบ้านควรจะพักที่เมืองหลวงอีกซักคืนนะ

male maldives

ถ้าเลือกบินด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ (บินตรง 4 ชั่วโมงเศษ กรุงเทพ-มาเล่ มัลดีฟส์) หรือสายการบินศรีลังกา (แวะพักที่สนามบินโคลัมโบ ศรีลังกา) เวลาขึ้นเครื่องขากลับประเทศไทย มักจะเป็นช่วงกลางวัน ตั้งแต่ 10 โมงเช้า จนถึงบ่าย 3 โมง ซึ่งถ้าออกจากรีสอร์ท แล้วขึ้นเครื่องบินกลับภายในวันนั้นเลย จะทำให้ต้องออกจากรีสอร์ทตั้งแต่ 8 โมงเช้า

เรียกได้ว่ากินข้าวเช้าเสร็จ ก็ต้องเก็บข้าวของออกจากรีสอร์ทเลย ทำให้ต้องเสียวันเที่ยวไปอีกวันนึง เพราะเวลาบินที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่าไหร่ ฉะนั้นสิ่งที่เราแนะนำ คือ ให้จองโรงแรมไว้ที่เมืองมาเล่ (Male) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศมัลดีฟส์ ที่ขึ้นเครื่องกลับ ไว้อีก 1 คืน

เพื่อที่จะได้บอกรีสอร์ทที่เราไปพักว่า ขอกลับออกจากรีสอร์ทช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งก็อาจจะอยู่บนรีสอร์ทได้ถึง บ่าย 2-3 จะได้ไม่เสียวันเที่ยว 1 วัน และไม่เหนื่อยมาก เพราะกว่าจะขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทย ก็จะพักผ่อนได้อีก 1 วัน ไหนๆจ่ายเงินค่าที่พักคืนนึงก็ตั้งหลายตัง ถ้าได้อยู่รีสอร์ทในวันสุดท้ายถึงแค่ 8 โมงเช้า มันดูจะเสียตังฟรีในการอยู่รีสอร์ทวันสุดท้าย ฉะนั้นเสียตังเพิ่มอีก 2 พันกว่าบาท เพื่ออยู่มาเล่ อีกคืนนึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

loading...