ตั้งแต่คนไทยไม่ต้องเสียตังขอวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมขึ้นมาทันที และเมื่อเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินที่ไปแต่ละเมืองในญี่ปุ่นแล้ว ก็ชัดเจนว่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพ-ฟุกุโอกะ เป็นจุดหมายที่ค่าตั๋วเครื่องบินถูกที่สุด เพราะมีสายการบินต้นทุนต่ำหรือ Low Cost Airline อย่าง Jetstar ซึ่งมี Hub อยู่ที่นั่น อีกทั้งมีเส้นทางการบินภายในประเทศญี่ปุ่นเยอะ ทำให้เสนอราคาตั๋วเครื่องบินได้ถูกที่สุด

ปัญหาใหญ่ของการไปลงเครื่องที่ฟุกุโอกะ คือ เมืองฟุกุโอกะเป็นเมืองที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัด ที่เที่ยวฟุกุโอกะก็อาจจะอยู่ในสื่อกระแสหลักค่อนข้างน้อย ไม่เหมือนโตเกียวและโอซาก้า แต่ก็ใช่ว่าฟุกุโอกะจะไม่มีที่เที่ยวเลย ซึ่งจริงๆฟุกุโอกะก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง วันนี้เลยต้องนำเสนอ 7 ทีเด็ดที่เที่ยวที่ต้องไปในฟุกุโอกะ จะได้ไม่ใช้ฟุกุโอกะ แค่เป็นที่ต่อเครื่องบินหรือรถไฟจากญี่ปุ่นไปเมืองอื่นๆ

1. เตร็ดเตร่ลองชิมซุ้มอาหารสไตล์ Yatai

Yatai Fukuoka

สิ่งที่มีชื่อเสียงสุดในฟุกุโอกะ และคงจะเป็นเมืองที่มีร้านรวงแบบนี้มากที่สุด นั่นคือซุ้มขายอาหารสไตล์ Yatai หรือซุ้มขายอาหารที่มีที่ให้นั่งกินประมาณ 6-10 ที่นั่ง หรือจะเรียกว่าเป็น Street Food สไตล์ญี่ปุ่นก็ว่าได้ โดยมากอาหารที่ซุ้ม Yatai ขายก็จะเป็นประเภทอาหาร Fast Food สไตล์ญี่ปุ่น ที่จะต้องกินแล้วอยู่ท้องด้วย ไม่ใช่จะกินเล่นเพียงอย่างเดียว ซึ่งสำหรับในฟุกุโอกะ จะสามารถพบเห็นซุ้มอาหารแบบนี้ได้ไม่ต่ำกว่า 150 ร้านเลยทีเดียว

โดยมากแล้วอาหารที่ซุ้ม Yatai ขายก็จะเป็น ไก่ย่างยากิโทริ หม้อไฟโอเด้ง ข้าวหน้าเนื้อ และที่ขาดไม่ได้เลยก็เห็นจะเป็น ราเมนสไตล์ฮากาตะที่เป็นของขึ้นชื่อของเมืองฟุกุโอกะ อีกทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ขาดไม่ได้เช่นกันกับร้านแบบนี้ จึงทำให้บรรยากาศการกินอาหารครึกครื้น และน่าสนุกมาก  สำหรับร้านอาหารแบบ Yatai นั้นจะเริ่มตั้งร้านขายตั้งแต่ 6 โมงเย็น และเริ่มเก็บร้านประมาณตี 2 โดยมากมักจะหยุดวันอาทิตย์ และย่านที่เด่นที่สุดที่จะต้องไปชิมให้ได้ คงจะหนีไม่พ้น ตอนใต้ของเกาะนาคาสุ (Nakasu Island) ที่อยู่กลางเมืองฟูกุโอกะ

2. ชมวิวเมืองที่ Fukuoka Tower

Fukuoka Tower

ถ้าไปเที่ยวเมืองไหนแล้วยังไม่ได้ไปชมวิวจากมุมสูงของเมืองนั้นแล้ว ก็เห็นจะบอกได้ยากว่าได้มาถึงเมืองนั้นๆแล้ว และแน่นอนว่าเมื่อมาถึงเมืองฟุกุโอกะ ก็จะต้องมาเที่ยวที่หอคอยฟุกุโอกะ หรือ Fukuoka Tower ซึ่งความพิเศษของจุดชมวิวที่นี่ คือ Fukuoka Tower เป็นตึกที่สูงที่สุดในเมือง ที่ระดับความสูง 234 เมตร แน่นอนว่าเห็นวิวเมืองได้ทั่วถึง และชัดที่สุด แบบ 360 องศา

Fukuoka Tower จะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชมวิวตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึง 4 ทุ่ม เรียกได้ว่าแล้วแต่สะดวกเลยว่าอยากจะชมวิวกลางวันของอ่าวฮากาตะ หรืออยากจะชมแสงสีในยามค่ำคืนของเมืองฟุกุโอกะก็ไม่ว่ากัน สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพียงแค่โชว์ Passport ก็จะได้รับส่วนลดค่าบัตรผ่านประตูถึง 20% อีกสิ่งที่น่าสนใจใกล้ๆที่นี่ คือที่ตึก TNC Building จะมีห้องจัดแสดง Robosquare หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ซึ่งถ้าชอบแนวนี้ คงไม่แคล้วจะได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านแน่ๆ

3. แวะไหว้พระที่ Shofukuji Temple

Shofukuji Temple

ไหนๆมาเที่ยวฟุกุโอกะแล้ว ก็อย่าลืมมาไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วยโชฟูคูจิ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นวัดที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น เพราะว่าวัดนี้เป็นวัดเซนแห่งแรกในญี่ปุ่น มีอายุกว่า 800 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1195

บรรยากาศภายในวัดร่มรื่น และให้ความรู้สึกถึงความสงบ โดยวัดนี้ยังเป็นต้นกำเนิดของพิธีชงชาแบบญี่ปุ่น ซึ่งทางวัดเองก็มีการจัดพิธีชงชาแบบดั้งเดิมสำหรับผู้ที่สนใจด้วย

4. ดูซากุระที่ Ohori Park

Ohori Park

ช่วงปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนเมษายน เป็นช่วงที่ดอกซากุระบาน แล้วถ้ามาฟุกุโอกะในช่วงนี้ ก็คงจะต้องมาดูซากุระในสวนสาธารณะที่ดูซากุระได้สวยที่สุดในฟุกุโอกะ เพราะมีแนวอุโมงค์ต้นซากุระยาว 150 เมตร นั่นคือ สวนโอโฮริ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองฟุกุโอกะ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากตลอดทั้งปี

บริเวณใจกลางสวนโอโฮริ ยังมีทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีความสวยงาม ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็สามารถเช่าเรือลงไปล่องในทะเลสาบได้ นอกจากนี้ยังมีที่สวยๆให้ถ่ายรูปอีกหลายจุด คือ ศาลา 6 เหลี่ยมกลางทะเลสาบ สวนสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการออกแบบที่แตกต่างจากที่อื่น นั่นคือ มีทั้งน้ำตก พื้นที่แห้ง และที่สำหรับนั่งจิบชา

5. ตามหาสีสันยามค่ำคืนที่ Tenjin Ward

Tenjin Ward

ย่าน Tenjin เป็นย่านการค้าใจกลางเมืองฟุกุโอกะ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหัวใจทางด้านเศรษฐกิจของเกาะคิวชูเลยก็ว่าได้ (ฟุกุโอกะเป็นเมืองใหญ่ที่สุดบนเกาะคิวชู) ถ้าจะตั้งใจช็อปปิ้งซื้อของกลับบ้าน ก็ต้องบอกเลยว่ามาที่นี่ที่เดียวได้ครบ ทั้งเครื่องสำอางค์ เสื้อผ้า สินค้าแบรนด์เนม หนังสือ และเครื่องใช้ไฟฟ้า อีกทั้งถ้าอยากได้บรรยากาศแบบบ้านๆ ก็มีถนนคนเดินคาวาบาตะ (Kawabata) ให้ได้สัมผัสกัน

ช็อปปิ้งบินดินแล้วยังไม่หนำใจ แนะนำให้ลงไปทางเดินใต้ดินของสถานีรถไฟใต้ดินเทนจิน ซึ่งเป็นอุโมงค์ยาวกว่า 600 เมตร ที่มีร้านรวงต่างๆทั้งร้านค้าและร้านอาหารอยู่มากมาย อีกทั้งยังมีการตกแต่งไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนัง และเพดานในสไตล์ยุโรป ซึ่งถ้าอยากจะมาถ่ายรูปก็บอกเลยว่าห้ามพลาด

6. เดินช็อปปิ้งกันต่อที่ Canal City

Canal City

Canal City เป็นห้างที่ได้ชื่อมาจากการที่มีการขุดคลองตัดผ่านกลางห้างสรรพสินค้า ห้างนี้มีไฮไลท์ที่ทำให้ต้องไปให้ได้อยู่ 3 อย่าง อย่างแรก คือ ห้างนี้ “ครบ” ในเรื่องของการช็อปปิ้ง เพราะว่าเป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในเมือง มีร้านค้าต่างๆกว่า 250 ร้านค้า เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เรียกว่าครบ ส่วนใหญ่คนไทยก็มักจะมาซื้อรองเท้าโอนิซึกะที่นี่ด้วย

อย่างที่สอง คือ ห้างนี้จะมีการแสดงน้ำพุแสงสีเสียง บริเวณคลองที่ตัดผ่านกลางห้างทุกๆครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่ห้างเปิดยันห้างปิด อย่าลืมถ่ายรูปและอัดวีดีโอเก็บไว้ด้วย ส่วนไฮไลท์อย่างสุดท้าย คือ ที่ Canal City บริเวณชั้น 5 จะมี Ramen Stadium ที่ได้รวบรวมราเมนชื่อดังจากทั่วประเทศ เรียกว่ามาที่เดียวชิมได้ครบ

7. ชิม สตรอเบอร์รี่พันธุ์ Amaou ที่สวน Nakano Kajitsu

fukuoka strawberry farm

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ต้องมาชิมของดังของเมืองฟุกุโอกะ นั่นคือ สตรอเบอร์รี่พันธุ์ Amaou (Amaou Ichigo) ซึ่งเป็นสตรอเบอร์รี่สายพันธุ์หนึ่งที่ปลูกได้ที่ฟุกุโอกะที่เดียว ซึ่งได้รับการยอมรับว่าลูกใหญ่ และรสชาติหวาน อร่อยมากจริงๆ มี 4 คุณสมบัติ คือ แดง กลม ใหญ่ อร่อย กิจกรรมหนึ่งที่เป็นที่นิยมเวลามาฟุกุโอกะ คือ การเที่ยวชมสวนสตรอเบอร์รี่ และเก็บสตรอเบอร์รี่กินสดตรงนั้น เลย

จริงๆแล้วแถบฟุกุโอกะ มีสวนสตรอเบอร์รี่ให้ไปเที่ยวชมมากมาย แท้จริงแล้วสตรอเบอร์รี่ที่ไปเก็บกินส่วนใหญ่ไม่ใช่พันธุ์ Amaou แต่เป็นพันธุ์ทั่วๆไป ซึ่งถ้าอยากจะไปชิมพันธุ์ Amaou จริงๆ แนะนำให้ไปสวน Nakano Kajitsu เพราะเป็นที่เดียวที่มีพันธุ์ Amaou ให้เด็ดกินจากต้น สวนนี้เป็นสวนที่ต้องจองล่วงหน้าก่อนไป พิกัดจะอยู่สถานีรถไฟ Tanushimaru นั่งรถไฟจากสถานีรถไฟ Hakata ไปประมาณ 1 ชม.

loading...